วันขอบคุณพระเจ้า กับ คนส่งของ

Thanksgiving Day หรือวันขอบคุณพระเจ้า จะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ของทุกๆปี หรือ 1 เดือนโดยประมาณก่อนวันคริสต์มาส ซึ่งจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองหลังจากหมดช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปี โดยเป็นประเพณีของฝั่งอเมริกา และแคนาดา และจะมีการเลี้ยงฉลองกันด้วย ไก่งวง ขนมปัง พายฟักทอง และอีกหลายอย่าง แต่ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ก็คงเป็นไก่งวงนั่นเอง และก็ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่เคยอ่านเจอในหนังสือเมื่อประมาณสิบปีก่อนที่เขียนถึงวันขอบคุณพระเจ้าของครอบครัวนึงเอาไว้

วันขอบคุณพระเจ้า

ในวันขอบคุณพระเจ้า วันที่สิ้นสุดฤดูกาล เก็บเกี่ยวผลผลิต วันที่เราทุกคนที่ลำบากทำงานมาตลอดทั้งปี และในขณะที่ทุกๆบ้านต่างก็เตรียมตัวฉลองกันไม่ว่าจะอาหารมื้อใหม่ ไก่งวง แฮม พายต่างๆ และเตรียมพร้อมดูถ่ายทอดเบสบอลกันในค่ำคืนแห่งความสุข แต่ก็ยังมีบางครอบครัวที่ไม่ได้มีบรรยากาศอันน่ารื่นรมณ์นั้น ด้วยเหตุผลอันแสนเรียบง่ายว่า ฐานะยากจน และในบ้านหลังหนึ่งที่พ่อและแม่ ที่ได้แต่เพียงมองหน้ากันเพราะสงสารลูกชายที่ไม่ได้มีโอกาสฉลองอย่างที่บ้านหลังอื่น

บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงัด ไม่มีเสียงพูดใดๆออกมา เพราะทุกคนก็ทำใจที่จะผ่านวันนี้ไปเช่นเดียวกับทุกๆวันที่ไม่มีการฉลองใดๆเกิดขึ้น แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านจากชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เมื่อลูกชายได้เปิดประตูออกไปก็พบกับชายแปลกหน้าที่ในมือหิ้วตะกร้าใบใหญ่เอาไว้ และได้ยื่นให้กับเขา โดยภายในตะกร้านั้นมีสารพัดอาหารสำหรับวันขอบคุณพระเจ้าไว้พร้อมทั้งไก่งวง ขนมปัง มันฝรั่ง พาย และอาหารกระป๋องต่างๆ ทำให้ทั้ง 3 คนอึ้งและงงไปชั่วขณะหนึ่งเลย

แต่เด็กน้อยก็ดีใจได้เพียงไม่นาน เพราะพ่อของเขาไม่ขอรับตะกร้านี้ไว้ เพราะไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร แต่ชายผู้นั้นกลับตอบมาว่า ทั้งหมดนี้นั้น เค้าไม่ได้นำมาเพราะความสงสารหรืออยากเป็นบุญคุณอะไร แต่ที่เค้านำอาหารทั้งตะกร้ามาให้ เพราะเค้าเป็น “คนส่งของ” เท่านั้นเอง เพราะทั้งตะกร้านี้ ได้มีคนฝากเค้าเอาไว้ เพื่อนำมาให้ครอบครัวของคุณ จากนั้นเค้าก็ยื่นตะกร้าให้กับมือเด็กน้อย และเดินจากไป พร้อมกับตะโกนกลับมาว่า สุขสันต์วันขอบคุณพระเจ้า

เมื่อเวลาผ่านไปเด็กน้อยคนนั้นก็โตเป็นผู้ใหญ่ผ่านสิ่งต่างๆมามากมายจนมาถึงค่ำคืนของวันขอบคุณพระเจ้าในปีหนึ่งเค้าก็ได้นึกถึง “คนส่งของ” คนนั้น จากนั้นเขาก็ได้เข้าไปในร้านขายอาหาร พร้อมกับ ซื้ออาหารสำหรับฉลองวันขอบคุณพระเจ้ามาเต็มตะกร้า และเริ่มทำหน้าที่ “คนส่งของ” เช่นเดียวกับชายคนนั้น

เมื่อมีคนหยิบยื่นความรัก ความสุข หรืออะไรดีๆมาให้กับเรา ก็อย่าลืมทำหน้าที่เป็น “คนส่งของ” เพื่อส่งต่อความรัก และความสุขนั้นๆ ต่อไปนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *