เมื่อ โฆษณา ต้องย้ายมาอยู่บน YouTube

รูปแบบการเสพเนื้อหาวีดีโอของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากทีวี จอตู้ จอแบน จอโค้ง ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนๆ ที่ต่างแข่งกันทำจอให้ใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายการดูวีดีโอบนจอมือถือ ก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย นั่นเป็นเพราะการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ไปได้ไกลและเร็วมากนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถของอุปกรณ์ (มือถือ/แท็บเล็ต) หรือจะเป็น ความเร็วของ อินเทอร์เน็ต ทั้ง 3G 4G หรือจะ 20G ก็ว่ากันไป แต่ก็เพียงพอให้เราดูวีดีโอ ดูคลิปได้โดยไม่ต้องมานั่งรอเหมือนแต่เก่าก่อนแล้ว

Millennials (age: 15-30) กลุ่มอายุที่เกิดและโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี นิยมความสะดวกสบาย จึงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่นิยมดูเนื้อหาวีดีโอบนมือถือ มากกว่าบนอุปกรณ์อื่นๆ อีกทั้ง Millennials ยังเป็นกลุ่มที่สนใจ อยากทดลองสิ่งใหม่ๆ ทำให้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของสินค้าและนักโฆษณานั่นเอง

YouTube วีดีโอแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุด ของโลก ที่มีเนื้อหาหลักๆ มาจากอุตสาหกรรมเพลง และกลุ่มของ ครีเอเตอร์อิสระ ที่ผลิตเนื้อหาสนุกๆ ให้เราได้ดูกันอยู่เรื่อยๆ โดยได้รับค่าตอบแทน หลักๆมาจาก Google Adsense ในระยะแรกๆ (ช่วงแรกค่าโฆษณายังไม่ต่ำขนาดนี้) จนในระยะหลังๆ แบรนด์สินค้าต่างๆ เริ่มเห็นว่า เหล่า YouTube Creators เหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคจำนวนมาก จึงได้เริ่มมีความสนใจในการลงโฆษณากับเค้าเหล่านี้ แต่ด้วยกฎข้อบังคับของ YouTube ในการเป็นเครือข่ายโฆษณาที่เป็นแหล่งทำเงินหลักเลย เหล่าครีเอเตอร์จึงต้องใช้ไอเดีย ในการนำเสนอแบรนด์ ให้มีเนื้อหากลมกลืนไปกับคลิปนั่นเอง (tie in)

เกมโชว์/วาไรตี้โชว์ ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคการเข้าถึงเนื้อหามากขึ้น จากแต่ก่อน ที่โฆษณา จะตัดเข้ามาเป็นสปอตสั้นๆ เป็นระยะๆ แต่เมื่อการขายโฆษณานั้น ได้รวมเอาจำนวนคนดูที่อยู่บน YouTube (และ Facebook) เข้ามาด้วยแล้ว รูปแบบการขายโฆษณาจึงต้องเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างรายการของ WorkPoint Entertainment ที่ใส่ป้ายไฟ ชัดๆ แจ๋วในรายการ พร้อมทั้งให้ตากล้องตัดภาพตรงบริเวณนั้นบ่อยๆ โดยเซ็ตให้แขกรับเชิญไปนั่งในตำแหน่งนั้น เพื่อความเนียนว่าถ่ายหน้าแขกรับเชิญนะจ๊ะ ไม่ได้ถ่ายสปอนเซอร์ (เชื่อมั้ย?)

ละครทีวี กลับต้องรับบทหนักสุดเพราะว่าจะเอาแบรนด์สินค้าขึ้นมาแปะเป็นแผ่นป้ายกันแบบ เกมโชว์/วาไรตี้โชว์ นั้นคงทำไม่ได้แน่ หรือถ้าทำไป คนดูก็จะเสียอารมณ์แล้วก็มีดราม่าตามมาให้ปวดหัวอีก แถมโฆษณาที่ซื้อเอาไว้ช่วงขั้นรายการ ยังไงก็ไม่มีทางขึ้นไปเล่นบน YouTube หรือบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้แน่นอน หนทางเดียวก็คือ ทำยังไงให้ผู้เขียนบท เอาสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักเข้าไป tie-in อยู่ในละครให้ได้แบบไม่น่าเกลียดเกินไปนั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงยังคงมีต่อเนื่องเรื่อยๆ เพราะปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่ YouTube เท่านั้น เราอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงบน Facebook Video มากขึ้น ทั้งเรื่องเนื้อหาและการทำรายได้จากวีดีโอ หรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเช่น LineTV ที่เน้นการเป็น Exclusive Partner กับเจ้าของเนื้อหาต่างๆ งานนี้ถ้าไม่ปรับตัวคงอยู่กันยากขึ้นล่ะครับ