พื้นฐานสำคัญ 5 ข้อ (แรก) สำหรับการทำรายการ บน YouTube

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เหนื่อยกับการให้คำแนะนำ YouTuber มือใหม่ ที่อยากทำเนื้อหาบน YouTube ให้ได้คนดูเยอะๆ และมียอดติดตามสูงๆ เพราะตลอดเวลาที่คุย ก็จะมีไอเดียโน่นนี่นั่น ทำให้วกไปวนมา ว่าจะทำอะไรดี อันนั้นก็น่าทำ อันนี้ก็อยากทำ อันโน้นจะดีมั้ย? ยาวยืดกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ ในหลายๆ ครั้ง สุดท้ายคำแนะนำในการเริ่มต้นทำรายการบน YouTube ของผม ก็แทบจะเหมือนๆ กันทุกครั้งเลยครับ ซึ่งจริงๆแล้ว ก็คือคำแนะนำจาก YouTube เองนั่นแล่ะครับ แต่อธิบายให้เป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่ายๆ

YouTube Fundamental หรือหลักการพื้นฐาน ในการทำรายการบนยูทิวบ์ ซึ่งจริงๆแล้วมีด้วยกันทั้งหมด 10 ข้อ แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่ อยากให้เน้นหนักที่ 5 ข้อพื้นฐานนี้ก่อน

1 คนที่ดูวีดีโอของคุณแล้วเค้าอยากจะแชร์ต่อมั้ย? (Shareability)

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการที่จะทำ YouTube Channel กันเลย เพราะต่อให้คุณมีคนติดตาม (Subscribers) เป็นหมื่นเป็นแสน แต่ถ้าคนดูของคุณ ดูแล้วก็จบไป ไม่ได้แชร์ต่อ โอกาสที่วีดีโอของคุณจะมีคนดูเยอะขึ้น หรือช่องของคุณที่อยากได้ยอดซับมากขึ้น ก็คงเป็นไปได้ยากมาก ดังนั้นก่อนเริ่มต้นทำคลิป ลองนั่งเขียน สคริปต์แล้วลองถามตัวเองดูว่า ถ้าเราเป็นคนดู เราดูจบแล้วเราอยากจะแชร์คลิปนั้นหรือไม่ หรือลองนึกๆ ดูว่า คลิปล่าสุดที่แชร์ผ่าน Social Media คือคลิปอะไร และทำไม เราถึงได้แชร์ออกไป

ยกตัวอย่างคลิปที่คนอยากแชร์ เช่น เล่นเรื่องสนุกๆ เรื่องแปลกๆที่ไม่เคยเห็น เรื่องเจ๋งๆ ที่คนทำยากๆ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในชีวิตประจำวันนั่นเองลองดูคลิปนี้เป็นตัวอย่างนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ นั่นเอง

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่าง ในเรื่องของการทำคลิปให้คนอยากแชร์อีกข้อก็คือ พยายามทำเนื้อหาให้เข้าใจง่ายและสามารถสรุปได้ด้วยประโยคเพียงประโยคเดียว เพราะลองนึกถึงตอนที่เราแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย ในบางครั้งเราจะต้องมานั่งนึกแคปชั่นยากๆ สุดท้ายเราก็ขี้เกียจที่จะแชร์ไปเลยก็มี

2 อย่าลืมตีสนิทกับคนดู ด้วยการพูดคุยกับคนดูของคุณ (Conversation)

การทำรายการบน YouTube แตกต่างจากรายการทีวีแบบสิ้นเชิง ผู้ชมส่วนใหญ่ จะเป็น generation ใหม่ (Millennials)  ที่เบื่อกับรายการทีวี รูปแบบ เก่าๆ เดิมๆ ที่นั่งฟังนั่งดู พิธีกรคุยกับกล้องไปเรื่อยๆ แต่กลุ่มผู้ชมบน YouTube เหล่านี้ ต้องการการพูดคุยกับเค้า และนั่นคือ การสร้างความสนิทสนมและกลายเป็นผู้ติดตามได้ไม่ยากเลย หรือการสร้างให้คนดูมีส่วนร่วม ยกตัวอย่างในคลิปนี้ ที่คนดูได้รู้แผนการแกล้งน้องซานตลอดคลิป ผ่านทางการพูดคุยของทีมงานนั่นเอง

3 เปิดโอกาสให้ผู้ชม ได้มีส่วนร่วม (Interactivity)

ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องการมีสิทธิมีเสียง ผู้ชมของเราก็เช่นเดียวกัน การที่เราเปิดโอกาสให้ผู้ชม ได้มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น การตั้งคำถาม การถามความเห็นในการทำคลิปต่อไปจากผู้ชม หรือการท้าทายกับเค้าเหล่านั้น จะเป็นการช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณกับผู้ติดตามแนบแน่นขึ้น และตามธรรมชาติแล้ว ถ้าคำถามของเค้า หรือ สิ่งที่เค้าได้นำเสนอความเห็นมานั้น คุณได้นำขึ้นไปใช้ในคลิปต่อๆไป เค้าจะรู้สึกดีมากๆ และจะติดตามเสนอความเห็นของเค้าทุกๆครั้งที่มีโอกาส

ตัวอย่างคลิปของ Overact ที่ได้รับความนิยมมากคลิปหนึ่ง โดยก่อนหน้านั้น Overact ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับ Pokemon Go แต่ก็ยังไม่มีคลิปไหนที่จะมีผู้ชมเกิน 1 ล้านวิวมาก่อน จนได้เริ่มท้าทายผู้ชม ให้ส่งคอมเม้นท์เข้ามาเพื่อท้าให้ ไอเดีย ขำให้ได้ และจะแจกเสื้อให้กับผู้ชมที่ท้าทายสำเร็จ

4 ดังข้ามคืนเห็นบ่อยแล้ว แต่ดังตลอดไป ต้อง “ต่อเนื่อง” (Consistency)

ข่าวโซเชียลเดี๋ยวนี้ ดังเร็วมาก เราอาจจะเคยเห็นน้องที่โดนขโมยเหนียวไก่ ที่ดังเป็นพลุแตกในชั่วเวลาแค่ข้ามคืน หรือน้องคนนึงที่แต่งเพลงน้อยใจแฟน ได้หมดถ้าสดชื่น และอีกหลายๆ คนที่ดังเร็วมาก แต่น่าเสียดายที่เขาเหล่านั้นไม่ได้เป็น YouTuber หรือว่า ไม่ได้ตั้งใจจะดัง ก็เลยหายหน้าหายตาไปจากโลกโซเชียลในเวลาต่อมา แต่ถ้าหากลองมองดู YouTuber หลายๆ คนอาจจะไม่เคยทำคลิปที่มีคนดูเป็นล้านภายในข้ามคืนเลยแม้แต่คลิปเดียว แต่ทุกวันนี้ ใครๆ ก็รู้จักเค้าในฐานะ YouTube Creator ที่มีชื่อเสียง นั่นเป็นเพราะ “ความต่อเนื่อง” นั่นเอง

เราอาจจะบอกคนดูในช่วงท้ายคลิปว่าเราจะลงคลิปใหม่ในวันไหนบ้าง หรือใส่เอาไว้ใน description ของช่องก็ได้

5 คนดูของเราคือใครกันบ้าง (Targeting)

เคยได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับ YouTuber ท่านนึงที่ตั้งใจทำเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง แต่ยอดคนติดตามกลับโตอย่างช้าๆ ที่สำคัญตลอดเวลา YouTuber ท่านนี้ ติดตามกระแสต่างๆ บนโซเชียลตลอดเวลา และอัพเดทเนื้อหาบ่อยมาก อย่างเช่น หยิบเอาวลีเด็ดๆ จากรายการ THE FACE (มีสติค่ะ) มาใช้ได้ก่อนคนอื่นด้วยซ้ำ มีการวางแผนและลงทุนซื้อโฆษณาอย่างดี ฟังดูแล้วน่าจะไปได้สวยใช่มั้ยครับ แต่ถ้าบอกว่า กลุ่มเป้าหมายของช่องนี้คือ เด็กๆ ล่ะครับ ที่ตามกระแส และวลีต่างๆ กลายเป็นไม่มีค่าไปเลย เพราะเด็กๆ คงไม่ทันมุก มีสติ หรือ งงเด้ๆ แน่นอน

บางครั้งเราอาจจะดูเทรนด์ที่ไปได้สวย ในกลุ่มเป้าหมายของเราจากช่องเพื่อนๆ กันบ้างนะครับ ในระยะหลายเดือนมานี้ ผมมักจะแนะนำช่องที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กๆ เป็นสกุชชี่ เสมอๆ เพราะถึงแม้เราจะเห็นว่า มีคนเอาไปทำในทุกๆช่อง จนเราดูแล้วน่าเบื่อมากๆ แต่เด็กๆ ที่ดูอาจจะไม่ได้คิดแบบเรา เพราะเค้ายินดีที่จะดูแล้วดูอีก ดูสกุชชี่ จากช่องนี้แล้ว ไปดูช่องนี้ต่อ ถึงแม้จะเป็นสกุชชี่แบบเดียวกันก็ตาม ยกตัวอย่างช่องของน้อง Stamp Brand Kitz ที่มีเด็กๆ ติดตามมากมาย จากการทำรายการเกี่ยวกับ สกุชชี่เพียงอย่างเดียว

YouTube Fundamental ฉบับเต็มๆ มีทั้งหมด 10 ข้อนะครับ สำหรับ 5 ข้อแรกนี้ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น มากๆ แต่สามารถติดตาม อีก 5 ข้อที่เหลือได้ในโพสต์ต่อๆไปนะครับ

เมื่อ โฆษณา ต้องย้ายมาอยู่บน YouTube

รูปแบบการเสพเนื้อหาวีดีโอของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากทีวี จอตู้ จอแบน จอโค้ง ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนๆ ที่ต่างแข่งกันทำจอให้ใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายการดูวีดีโอบนจอมือถือ ก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย นั่นเป็นเพราะการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ไปได้ไกลและเร็วมากนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถของอุปกรณ์ (มือถือ/แท็บเล็ต) หรือจะเป็น ความเร็วของ อินเทอร์เน็ต ทั้ง 3G 4G หรือจะ 20G ก็ว่ากันไป แต่ก็เพียงพอให้เราดูวีดีโอ ดูคลิปได้โดยไม่ต้องมานั่งรอเหมือนแต่เก่าก่อนแล้ว

Millennials (age: 15-30) กลุ่มอายุที่เกิดและโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี นิยมความสะดวกสบาย จึงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่นิยมดูเนื้อหาวีดีโอบนมือถือ มากกว่าบนอุปกรณ์อื่นๆ อีกทั้ง Millennials ยังเป็นกลุ่มที่สนใจ อยากทดลองสิ่งใหม่ๆ ทำให้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของสินค้าและนักโฆษณานั่นเอง

YouTube วีดีโอแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุด ของโลก ที่มีเนื้อหาหลักๆ มาจากอุตสาหกรรมเพลง และกลุ่มของ ครีเอเตอร์อิสระ ที่ผลิตเนื้อหาสนุกๆ ให้เราได้ดูกันอยู่เรื่อยๆ โดยได้รับค่าตอบแทน หลักๆมาจาก Google Adsense ในระยะแรกๆ (ช่วงแรกค่าโฆษณายังไม่ต่ำขนาดนี้) จนในระยะหลังๆ แบรนด์สินค้าต่างๆ เริ่มเห็นว่า เหล่า YouTube Creators เหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคจำนวนมาก จึงได้เริ่มมีความสนใจในการลงโฆษณากับเค้าเหล่านี้ แต่ด้วยกฎข้อบังคับของ YouTube ในการเป็นเครือข่ายโฆษณาที่เป็นแหล่งทำเงินหลักเลย เหล่าครีเอเตอร์จึงต้องใช้ไอเดีย ในการนำเสนอแบรนด์ ให้มีเนื้อหากลมกลืนไปกับคลิปนั่นเอง (tie in)

เกมโชว์/วาไรตี้โชว์ ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคการเข้าถึงเนื้อหามากขึ้น จากแต่ก่อน ที่โฆษณา จะตัดเข้ามาเป็นสปอตสั้นๆ เป็นระยะๆ แต่เมื่อการขายโฆษณานั้น ได้รวมเอาจำนวนคนดูที่อยู่บน YouTube (และ Facebook) เข้ามาด้วยแล้ว รูปแบบการขายโฆษณาจึงต้องเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างรายการของ WorkPoint Entertainment ที่ใส่ป้ายไฟ ชัดๆ แจ๋วในรายการ พร้อมทั้งให้ตากล้องตัดภาพตรงบริเวณนั้นบ่อยๆ โดยเซ็ตให้แขกรับเชิญไปนั่งในตำแหน่งนั้น เพื่อความเนียนว่าถ่ายหน้าแขกรับเชิญนะจ๊ะ ไม่ได้ถ่ายสปอนเซอร์ (เชื่อมั้ย?)

ละครทีวี กลับต้องรับบทหนักสุดเพราะว่าจะเอาแบรนด์สินค้าขึ้นมาแปะเป็นแผ่นป้ายกันแบบ เกมโชว์/วาไรตี้โชว์ นั้นคงทำไม่ได้แน่ หรือถ้าทำไป คนดูก็จะเสียอารมณ์แล้วก็มีดราม่าตามมาให้ปวดหัวอีก แถมโฆษณาที่ซื้อเอาไว้ช่วงขั้นรายการ ยังไงก็ไม่มีทางขึ้นไปเล่นบน YouTube หรือบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้แน่นอน หนทางเดียวก็คือ ทำยังไงให้ผู้เขียนบท เอาสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักเข้าไป tie-in อยู่ในละครให้ได้แบบไม่น่าเกลียดเกินไปนั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงยังคงมีต่อเนื่องเรื่อยๆ เพราะปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่ YouTube เท่านั้น เราอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงบน Facebook Video มากขึ้น ทั้งเรื่องเนื้อหาและการทำรายได้จากวีดีโอ หรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเช่น LineTV ที่เน้นการเป็น Exclusive Partner กับเจ้าของเนื้อหาต่างๆ งานนี้ถ้าไม่ปรับตัวคงอยู่กันยากขึ้นล่ะครับ