Passive Income แบบในหนังสือ มันหาได้จากไหนบ้าง??

วันนี้ได้มีโอกาสได้เปิดดูเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตอนนี้ หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างชาติก็เข้ามาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานร่าเริงกันเต็มที่ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มนุษย์เงินเดือน อย่างผมหรืออย่างเพื่อนๆ หลายคนของผม ก็เข้าไปร่วมวงกับเค้าด้วยเนี่ยสิ เพราะถ้าเรามีรายได้จากอสังหาฯ นั่นมันคือรายได้แบบ Passive Income ที่เราเคยอ่านเจอในหนังสือกันเลยนะ

แต่ในเนื้อหาที่วันนี้ได้เปิดดูนั้นจะเกี่ยวข้องกับ มาตรการต่างๆ ที่ตอนนี้ สถาบันการเงินในบ้านเรา เริ่มที่จะระมัดระวังกันมากขึ้นแล้ว เพราะใน 4-5 ปี ที่ผ่านมา วงการอสังหาริมทรัพย์ เติบโตกันแบบรวดเร็วมาก หลายคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็ขยับไปมีรายได้แบบ Passive Income กันเยอะเลย แต่เนื้อหาที่เจอวันนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวกับคำว่า “ดีมานด์เทียม”

ดีมานด์เทียม ที่ว่านี้ ต่างจากครีมเทียม ดังนั้น ปราศจากไขมันทรานส์ไม่ทำให้เส้นเลือดตีบ แต่อาจจะทำให้สภาวะทางการเงินตีบตันกว่าที่คิดนะ เพื่อให้เข้าใจวงจรของการสร้าง ดีมานด์เทียม จะเล่าให้ฟังด้วยภาพละกันนะครับ

เล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็คือ การร่วมมือกันของ โครงการอสังหาฯ กับ คนที่เรียกตัวเองว่า โค้ชทางด้านการเงิน ซึ่งจะมาในรูปแบบสัมมนา เพื่อจูงใจว่า การลงทุนจะมีกำไร โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินส่วนตัวเลย และต่างฝ่ายก็ได้กำไรจากการลงทุนครั้งนี้ เช่น โครงการได้ขายห้อง, โค้ชได้ค่าคอมฯ หรือไม่ก็ได้ตัดมาในราคาถูกมาก, ผู้ลงทุน ก็ได้ ห้องไว้ปล่อยเช่า (เย้ๆ เราจะมี Passive Income) และบางคนยอดเงินที่กู้ สูงกว่า ราคาห้องตอนซื้ออีกต่างหาก ทำให้เข้าใจไปว่า ได้กำไรจากการซื้อแล้ว (จริงๆ ก็เป็นหนี้เต็มๆ 100%) แต่ไม่ได้คำนวณทั้งค่าใช้จ่าย ค่าส่วนกลาง ค่าดอกเบี้ย ว่า สุดท้ายจะได้กำไรจริงมั้ย

ทั้งหมดทั้งปวง ผมไม่ได้บอกว่า การลงทุนในอสังหาฯ มันจะไม่ดีนะครับ มันยังเป็นแหล่งที่มาของ Passive Income ที่น่าสนใจ แต่ต้องคิดต้องเข้าใจให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะไม่งั้นมันจะนำพาเอาหายนะเข้าสู่ชีวิต และครอบครัวได้ง่ายๆเลย เหมือนกับอะไรที่เป็นกระแส คนก็แห่ตามๆ กันไป โดยไม่ได้ศึกษาให้ดี ให้ถ่องแท้ และก็พบกับความเจ็บตัวเจ็บใจ

แล้วถ้างั้น มีวิธีสร้าง Passive Income ยังไงได้อีกบ้างล่ะ??

Passive Income คือรายได้ ที่มา โดยที่เรานอนเฉยๆ กระดิกนิ้วเท้าเล่นๆ ก็มีเงินเข้ามาในทุกๆ เดือน หรือทุกๆ ปี นั่นเอง สรุปง่ายๆ ไม่ต้องทำงาน ก็มีเงินเข้ากระเป๋าตลอดเวลา แล้วมันมีอะไรบ้าง

  • ดอกเบี้ย ในรูปแบบต่างๆ เช่นฝากเงินกับธนาคาร (จริงๆ ก็รวมไปถึงปล่อยเงินกู้นอกระบบด้วยนะ แต่อาจจะได้ความเสี่ยงเป็นของแถมมากกว่าดอกเบี้ย เสี่ยงตายนะ)
  • เงินปันผล จากการลงทุนในธุรกิจ หรือการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือแม้แต่สมาชิกของสหกรณ์ต่างๆ ที่มีการจ่ายเงินปันผลก็นับรวม เพราะเราไม่จำเป็นต้องไปบริหารอะไร ถ้าธุรกิจ หรือบริษัท ร้านค้านั้นๆ มีกำไร และมีนโยบายจ่ายเงินปันผล เราก็ได้รายได้แบบ Passive Income แล้ว
  • ค่าเช่า อันนี้ในสมัยก่อนเราจะเรียกว่ารายได้แบบ เสือนอนกิน (ทำไมต้องเป็นเสือด้วย) เพราะแค่ลงทุนซื้อบ้าน ซื้อคอนโด และ นำมาปล่อยให้คนเช่า เราก็จะได้รายได้ๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีผู้เช่าอยู่นั่นเอง
  • ค่าลิขสิทธิ์ อันนี้น่าสนใจ เพราะเรื่องนี้ ครั้งแรก ที่ผมเรียนรู้เรื่อง Passive Income รายได้ส่วนนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างไกลตัว เพราะส่วนใหญ่ จะเป็นคนที่มีความสามารถ หรือศิลปินต่างๆ เช่น นักร้อง นักแสดง นักดนตรี ที่ทำอัลบั้มออกมาขาย มีคนซื้อ ก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์ นักแต่งนิยาย อย่างเช่นป้า J.K.Rowling ที่แต่งซีรีส์ Harry Potter ที่โด่งดังทั่วโลก​ ก็กลายเป็นผู้หญิงที่มีรายได้ในระดับต้นๆของอังกฤษ (จริงๆ นอกจากป้าจะได้เงิน Passive Income แล้ว ป้าแกได้ผัวด้วยนะ)
    ซึ่งถ้าลองคิดดู ไอเราพวกคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีพรสวรรค์ ไปเป็นนักร้อง หรือแต่งนิยาย คงไม่ได้มีเงินส่วนนี้หรอก แต่แล้ว โลกมันก็เปลี่ยนเร็วจนตามให้ทันก็ต้องเหนื่อยกันหน่อย แต่มันก็กำเนิด แหล่งรายได้แบบลิขสิทธิ์ ให้ไอ่คนธรรมดา แบบเราๆ ได้มีโอกาสเช่นกัน กับการสร้างสรรค์ คลิป และอัพโหลดขึ้นใน Social Network ต่างๆ นำโดย YouTube และ Facebook ที่สามารถให้คนมีรายได้จากค่าโฆษณา ที่คนเข้ามาดูเข้ามาชมคลิปของเรานั่นเอง และตราบใดที่ยังมีคนดูคลิปของเรา รายได้ต่างๆจากค่าโฆษณา ก็จะเข้ากระเป๋าเราเช่นกัน
chaivoot

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *